[FanFic] HP - Cedric x Harry (2)

posted on 24 Jun 2014 18:45 by yamiltokae

Cedric x Harry - 2


.
.
.
.
.
.
 

            “ครัมน่ะสุดยอด !!”  เสียงของรอนดังขึ้น หลังจากที่เราคุยกันเรื่องทีมควิซดิกซ์ที่เราแต่ละคนเชียร์

ทุกคนหันไปมองทางรอนที่มีท่าทางตื่นเต้น และดวงตาเป็นประกายเหมือนเด็กเล็กๆ

            “โอเค นายเชียร์บัลแกเรีย เรารู้แล้ว” เฟรดพูด “ใช่ นายพูดถึงครัมเป็นรอบที่สิบสี่ของวันนี้ น่าขนลุกชะมัด” จอร์จพูดต่อ เมื่อพวกเขาพูดจบก็หันมามองหน้ากัน และหันไปหารอนที่ตอนนี้ทำหน้าเหมือนเด็กที่พูดเรื่องที่ตัวเองชอบและถูกขัด คอกระทันหัน

            “แล้วพวกนายล่ะ เชียร์ทีมไหน ?”  รอนเป็นฝ่ายถามบ้าง

            “พวกเราเชียร์ทรอย” คราวนี้จอร์จเป็นฝ่ายพูดก่อน “จินนี่กับเกรนเจอร์ก็เชียร์ทีมนี้เหมือนกัน” เฟรดพูดด้วยสีหน้าแบบผู้ชนะ แน่นอน พวกเขาคงมีความสุขที่ได้ปั่นหัวน้องชายสุดที่รักของพวกเขา

            “ให้ตายเถอะ แล้วนายล่ะแฮร์รี่ ?” คราวนี้รอนหันมาทางผม สีหน้าของเขาตอนนี้เหมือนเด็กที่..ไม่มีเพื่อน เหมือนประมาณว่า เขาชักสีหน้าโดดเดี่ยว ผมทำอะไรไม่ถูกซักพัก เพราะผมไม่รู้จักทีมที่ว่านั่นเลยซักทีม 

            “เอ่อ...ฉันไม่รู้ ฉันไม่รู้จักซักทีม”

            “ถ้างั้นนายเชียร์บัลเรียกับฉันก็ได้นี่” พูดจบเขาก็บีบไหล่ผมแน่น ดูเหมือนเขาจะจริงจังกับเรื่องนี้มากเกินไป

            “ไม่เอาน่ารอน อย่าไปบังคับแฮร์รี่สิ”

คราว นี้เฮอร์ไมโอนี่ช่วยชีวิตผมไว้ รอนปล่อยไหล่ผมให้เป็นอิสระก่อนจะหันไปคุยกับเฮอร์ไมโอนี่ซักพัก แล้วพวกเราทุกคนก็ตกลงกันว่าอีกซักพักเราจะออกไปข้างนอกเพื่อเดินชมสถานที่ กัน ซึ่งนั่นผมก็ไม่ขัด เพราะผมก็อยากไปเหมือนกัน

พวก เราเดินออกมาจากบ้านหลังน้อยๆของเรา ถ้าคนปกติมาเห็นก็คงจะเรียก เต้นท์ มากกว่า บ้าน แต่เพราะว่าเต้นท์หลังนี้พิเศษซะยิ่งกว่าที่จะเป็นเต้นท์ธรรมดา มันคือเวทมนต์ และผมก็ชอบมัน

เราเดินดูโน่นนี่กันไปเรื่อยเปื่อย ก่อนที่เฟรดกับจอร์จจะเดินมาหาผมแล้วคุยกับผม โดยที่พวกเขาเป็นคนเริ่มที่จะถามคำถาม

            “นายคิดว่าเซดดริกคนนั้นเป็นไง แฮร์รี่ ?”

          “แล้วทำไมพวกนายถึงคิดจะมาถามฉันล่ะ?”

ผม ตอบคำถามของทั้งคู่โดยการถามคำถามกลับไป  “เราเห็นพวกนายสองคนคุยกัน” จอร์จพูด “ใช่ แล้วเราก็เห็นเซดดริกโยนขนมปังให้นายกิน ดูพวกนายสนิทสนมกันดี” คราวนี้เฟรดเป็นฝ่ายพูด “เราเลยคิดว่ามาถามจากนายคงดีที่สุด” ประโยคสุดท้ายพวกเขาพูดพร้อมกัน ก่อนจะมองมาทางผม และดูเหมือนบทสนทนานี้จะดังเกินไปจนทุกคนในกลุ่มได้ยินกันหมด ทุกคนจึงพลอยตื่นเต้นไปกับคำตอบ ที่รอคอยจากผมอยู่ ยกเว้นรอนที่ทำหน้าไม่เข้าใจ

            “อะไรกัน ? แฮร์รี่ นายไม่เห็นเล่าให้ฉันฟังเกี่ยวกับเรื่องขนมปังของเซดดริกเลย”

รอน พูดขึ้นมา แต่ดูท่าทางทุกคนจะไม่ใส่ใจนัก จึงเมินคำถามของโรนัลด์ วิสลี่ย์ไป ผมทำท่าทางทำอะไรไม่ถูกก่อนที่ในหัวจะคิดทบทวนคำพูดดีๆออกไป เพื่อที่จะตอบคำถามนั้นอย่างดีที่สุด

“เขาก็....เป็นคนดี”

ผม สรรหาคำพูดดีๆได้เท่านี้ เพราะความจริงแล้วผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเซดดริกเลย นอกจากเรื่องที่เขาเรียนอยู่ที่ฮอกส์วอต์ด้วยกัน และเป็นลูกชายของเอมอส ดริกกอรี่ที่ทำงานอยู่ในกระทรวง

            “อะไรกันแฮร์รี่ ไม่มีอย่างอื่นเหรอ อย่างเช่น...”

            “เขาหล่อดี”

จอร์จยังพูดไม่ทันจบ จินนี่ก็พูดขัดขึ้นมา ก่อนที่ทุกคนจะหันไปมองทางจิ่นนี่เป็นตาเดียวกัน

            “เอาล่ะ แฮร์รี่ดูอึดอัดมากพอแล้ว เดินกันต่อเร็ว”

จินนี่พูดตัดบทอีกรอบเมื่อเห็นว่าทุกคนจ้องตัวเองเป็นตาเดียว แล้วเดินนำออกไป

ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเธอจะรีบร้อนเดินไปทำไมกัน แต่ก็เถอะ เธอช่วยผมเอาไว้

          “อะไรกัน นายไม่ยอมบอกฉันเรื่องเซดดริกเลย”

ระหว่าง ที่เราเดินกันอยู่รอนก็เดินมาหาผมและพูดเสียงเบาพอที่เราสองคนจะได้ยิน ไม่รู้เหมือนกันว่ารอนเขาติดใจเรื่องนี้ทำไมกันนักหนา ดูเหมือนว่าช่วงนี้เขาดูแปลกไป อาจจะเป็นเพราะเราอายุสิบสี่กันแล้วคงถึงช่วงอารมณ์วัยรุ่น ที่รอนเขาจะ.. หวงเพื่อน ?

            “ฉันคิดว่าเรื่องนี้มันคงไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่น่ะ แค่ขนมปังเองนะเพื่อน?”

พูดจบผมก็ตบไหล่รอนเบาๆ รอนยักไหล่ให้ผมเป็นคำตอบก่อนที่จะชะงักไป

            “เฮ้ เดี๋ยว”

จู่ๆรอนก็ตะโกนขึ้นมา นั่นทำให้พวกเราชะงักฝีเท้าและหันมามองที่รอนกันทันที

            “ฉันว่าฉันได้กลิ่น” รอนสูดกลิ่นอะไรซักอย่างที่เขาบอกได้กลิ่นก่อนจะพูดต่อ “ซุปข้าวโพด!”

พูดจบรอนก็สูดกลิ่นซุปข้าวโพดอีกรอบ นั่นทำให้เฮอร์ไมโอนี่ถอนหายใจยาว

            “อีกแล้วเหรอรอน แต่เมื่อกี้เธอเพิ่งกินพายฟักทองไปนะ?”

            “ฉันจะไปซื้อนะ”

ดู ท่าว่ารอนจะไม่สนใจคำถามของเฮอร์ไมโอนี่เลยซักนิด เขาควักกระเป๋าเงินออกมาก่อนจะรีบวิ่งตามกลิ่นซุปข้าวโพดไป และเฮอร์ไมโอนี่ก็วิ่งตามไปโดยที่ลากจินนี่ไปด้วย จินนี่ทำหน้าไม่พอใจนักแต่ก็ตามไปโดยดี

ผม ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ารอนได้กลิ่นซุปข้าวโพดได้ยังไง เพราะผมหรือใครๆก็ไม่ได้กลิ่นเลยซักนิด ผมว่ารอนจมูกดีเอาเรื่อง  แค่เรื่องของกินน่ะนะ

            “แล้วเราจะเอายังไง?”  ผมหันไปถามเฟรดกับจอร์จ แต่..ทั้งสองคนได้หายไปแล้ว

ผมตามสองคนนี้ไม่ทันเลยจริงๆ ชอบทำอะไรตามใจ แต่นั่นก็เป็นส่วนดีของพวกเขาทั้งสอง

ผม เดินไปคนเดียวซักพักก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า ผมไม่รู้จักถนนหนทางของสถานที่นี้เลยซักนิด เต้นท์ของที่นี่เหมือนกันไปหมด จนผมไม่สามารถแยกแยะได้ว่า หลังไหนคือบ้านแสนรักของพวกเรา

ผม ทำอะไรไม่ถูกซักพัก ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า ถ้าหลงทางอย่าเดินไปเรื่อย ให้อยู่กับที่ซะ แล้วความช่วยเหลือจะมา  แต่ถ้าจะให้ผมยืนนิ่งแข็งทื่อตรงนี้คงเกะกะทางเดินคนอื่นเสียเปล่า ผมหันไปทางขวามือ ก่อนจะเห็นร้านขายของ ผมจึงตัดสินใจเดินเข้าไปที่ร้านนั่น บางทีผมอาจจะเดินดูของพวกนั้น แล้วรอเวลาให้พวกนั้นเดินมาแถวนี้เพื่อหาผมให้เจอ ผมหยิบอะไรซักอย่างที่ดูเหมือนนกหวีดขึ้นมาดูแล้วก็วางลงไปที่เดิม

            “หลงทางเหรอ พอตเตอร์?”

ผม สะดุ้งเล็กน้อย เพราะความตกใจ ที่ตกใจไม่ใช่เพราะอะไร แต่ผมตกใจเมื่อมีคนมาเรียกผมว่า พอตเตอร์ ทุกครั้ง นั่นอาจเป็นเพราะเดรโก มัลฟลอย เรียกผมแบบนี้ประจำ นั่นทำให้ผมผวาไปทันที ผมหันหลังกลับไปดู พวานาให้เสียงนั้นไม่ใช่เดรโก มัลฟลอย เพราะเราเจอหน้ากันทีไรเป็นทะเลาะกันทุกที และผมก็ไม่อยากจะทะเลาะกับเขาในเวลาแบบนี้  และเมื่อผมหันหลังไป ผมก็พบกับ... เซดดริก  ขอบคุณพระเจ้า

“เอ่อ ... เรียกว่าแฮร์รี่ก็ได้  พอมีคนเรียกฉันด้วยนามสกุลทีไรพลอยให้นึกถึงใครคนนึงน่ะ”

ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงบอกเซดดริกไปแบบนั้น แต่ถ้าคิดในแง่ดี ผมจะได้ไม่ต้องผวาทุกครั้งเมื่อเซดดริกเรียกชื่อของผม

            “ขอเดาว่า ใครคนนั้นคงเป็นคนที่นายไม่ค่อยชอบใจนัก”

ผม ยักไหล่เป็นคำตอบ เซดดริกหัวเราะเล็กน้อย ผมพยายามที่จะยิ้มให้เขาเพื่อให้มันดูปกติ  ที่ผมบอกว่าให้ดูปกติ นั่นก็เพราะตอนนี้ผมกำลังทำตามไม่ถูกและหายใจไม่ทั่วท้องนัก อาจจะเป็นเพราะผมกำลังตื่นเต้น แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตื่นเต้นไปทำไมกัน คงเป็นเพราะมันสักครู่นี้เราเพิ่งพูดถึงเรื่องของเซดดริก ดริกกอรี่ และใช่... จิ่นนี่พูดถูก เขาดูหล่อเหลาดี

            “แล้วพวกวิสลีย์กับเกรนเจอร์ล่ะ ?”  ดูท่าเขาจะทนอยู่เงียบๆไม่ค่อยได้ แต่มันก็น่าถามอยู่เหมือนกัน เพราะตลอดเวลาผมมักจะอยู่กับพวกรอนแล้วก็เฮอร์ไมโอนี่ การที่ผมมาเดินอยู่คนเดียวมันคงจะแปลกอยู่พอตัว โอ้ และผมก็ไม่ได้เป็นพวกที่อยู่คนเดียวไม่ได้นะ

“เอ่อ... รอนบอกว่าเขาได้กลิ่นซุปข้าวโพดเลยคิดว่าจะไปซื้อ เฮอร์ไมโอนี่กับจินนี่เลยตามไปด้วย ส่วนเฟรดกับจอร์จ พอละสายตาไปซักพักพวกเขาก็หายไปแล้ว”

ผมตอบคำถามอีกฝ่าย เซดดริกมองมาที่ผมซักพักก่อนจำยิ้มแบบติดตลก

            “นั่นเป็นเหตุผลที่นายทำตัวเลิกลั่กเมื่อกี้สินะ” 

พูด จบเขาก็หันหน้าไปอีกทางเพื่อที่จะหัวเราะให้ได้สะดวก โอ้ไม่ ผมไม่ได้หลงทางนะ ไม่สิ เหมือนจะหลง แต่ก็ไม่ได้หลงนะ แล้วเขาจะหัวเราะไปถึงเมื่อไหร่กัน

            “หยุดเลย  ผมไม่ได้หลงทางแบบที่คุณคิดนะ ตอนนั้นแค่คิดว่าจะตามพวกนั้นไปดีมั้ย หรือจะรออยู่ตรงนั้นแค่นั้น..เอง ...?”

ผมยังพูดไม่ทันจบ จู่ๆคนตรงหน้าของผมก็เอาผ้าพันคอสีแดงที่เขาถืออยู่ มาพันรอบคอให้ผม นั่นทำให้ผมประหลาดใจไม่น้อย

            “...อะไร ?” ผมถามอีกฝ่าย แต่ดูท่าเขาจะไม่ค่อยสนใจคำพูดผมเท่าไหร่

            “อืม นายเข้ากับสีแดงกว่าที่ฉันคิดนะ ไหนลองดูซิ” 

พูด จบเขาก็หยิบหมวกที่วางอยู่ข้างๆมาใส่ให้ผม ความรู้สึกผมตอนนี้คือ ผมเหมือนตุ๊กตาที่ถูกจับแต่งตัวโดยที่ไม่ค่อยเต็มใจนัก ดูเหมือนเขาจะเป็นพวกเปลี่ยนเรื่องเร็วมากๆจนผมตามไม่ทัน

            “เอ่อ เซดดริก”  ผมร้องทักอีกคน

จู่ๆผมก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง นั่นทำให้ผมหันไปมองด้านหลังเซดดริกทันที

สิ่งที่ผมเจอก็คือสายตาของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่กำลังส่งสายตาน่ากลัวๆมาให้ผม

“อืม เข้ากันดีนะ ฉันซื้อให้” 

ดูท่าเซดดริกจะไม่สนใจเลยซักนิด เขาตบบ่าผมจากนั้นเขาก็ดันผมเดินออกจากนอกร้านไป

“เอ่อ คือ ขอบใจนะ ไม่รู้ว่าจะตอบแทนนายยังไงดี”

ผม พูดโดยไม่มองหน้าอีกฝ่ายเลยซักนิด นั่นก็เพราะผมสังเกตเห็นเด็กผู้หญิงคนนั้นเดินตามมาไม่เลิก ให้ตายเถอะ เซดดริกนี่ไม่รู้ตัวเลยรึไงนะ

“เรื่องแค่นี้เอง ?  คิดซะว่าเป็นของขวัญจากฉันละกัน ได้ยินว่านายยังไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับโลกพ่อมดแม่มดมากนัก ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจ หรือสงสัยอะไรก็มาถามฉันได้  ถึงที่ฮอกวอตส์เราจะอยู่คนละบ้านก็เถอะนะ”

โอ้ นั่นเป็นจังหวะดีที่เดียวที่ผมจะถามเขาว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันแน่ อาจจะเป็นคนรู้จักเขาก็ได้

            “ขอบใจมากเซดดริก แล้วพอดีว่าตอนนี้ฉันดันมีเรื่องอยากจะถามนายพอดิบพอดีเลยล่ะ”

            “ว่ามาสิ” 

เมื่อ ได้คำตอบดังนั้น ผมจึงเดินเข้าไปใกล้เขาอีกหน่อยเพื่อนกระซิบให้อีกคนฟัง ดูเหมือนผมจะตัวเล็กเกินไปสำหรับเขา จึงทำให้เขาฟังไม่ถนัดนั้น เขาจึงก้มตัวลงมาเล็กน้อยเพื่อฟังผมให้ถนัด          

“มีผู้หญิงตามนายมาตั้งแต่ที่ร้านขายของแล้ว นายรู้จักรึเปล่า ? เขาจ้องฉันเขม็งมาตลอดทางเลย”

จริงๆแล้วผมอยากจะพูดว่า เธอคนนั้นส่งสายตาน่ากลัวมาให้ผมตลอดเลยต่างหากล่ะ 

เมื่อผมพูดจบเซดดริกจึงหันหน้ากลับไป กวาดสายตามองหาเด็กผู้หญิงคนนั้นก่อนจะหันมาหาผมและยิ้มให้ตามปกติ

            “อ๋อใช่ คนรู้จักน่ะ เขาเป็นลูกสาวของเพื่อนพ่อที่ทำงานในกระทรวง”

รู้แบบนั้นผมค่อยโล่งใจว่า เด็กผู้หญิงคนนี้คงจะไม่อันตรายต่อเซดดริก เพราะเขาตามเซดดริกมาตลอดทางทำให้ผมอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่...

            “เขาจ้องฉันเขม็งเลยเนี่ยนะ”  ใช่ สายตานั่นทำให้ผมทำอะไรไม่ถูกนัก

            “เธอคงมีปัญหาเรื่องสายตาน่ะ คงลืมใส่แว่น” เซดดริกแก้ตัวน้ำขุ่นๆ เพราะถ้าหากเธอมีปัญหาเรื่องสายตาจริงๆ สายตาเธอคงจะแย่มากๆ และคงจะแย่กว่าผมมากด้วย คงไม่มีทางที่เธอจะออกมาโดยลืมใส่แว่นเป็นแน่ แต่ผมก็ได้แต่พยักหน้าตอบรับอีกฝ่ายไป

            “เฮ้ แฮร์รี่ ดูเหมือนพวกเพื่อนๆนายกำลังหาตัวนายอยู่น่ะ ไปซะสิ”

เขา สะกิดผม และชี้ไปอีกทาง นั่นทำให้ผมเห็นรอนกับเฮอร์ไมโอนี่กำลังตามหาตัวผมอยู่ เซดดริกดันผมไปข้างหน้าก่อนจะโบกมือเล็กน้อยเพื่อกล่าวลา

            “แล้วนายไม่ไปด้วยเหรอ?” ผมหันไปถามอีกคนเมื่อนึกขึ้นได้ว่า เราเดินทางมาด้วยกัน ทำไมไม่เดินเที่ยวด้วยกันล่ะ จะได้เป็นการกระชับมิตร แล้วอีกอย่าง เย็นนี้การแข่งขันควิซดิกซ์ก็จะเริ่มขึ้นแล้วด้วย คงไม่เสียหายถ้าเราจะอยู่ด้วยกัน แล้วอีกอย่าง ผมก็รู้สึกเสียดายอยู่เล็กน้อยที่จะแยกทางกับเขา...

            “ฉันแค่มาช่วยเด็กหลงทางน่ะ”

พูดจบเขาก็ยิ้ม ผมล่ะอยากวิ่งไปตะโกนบอกเขาว่า ไม่ได้หลงทาง แต่ดูท่าทางคงเถียงไม่ขึ้นเป็นแน่ ผมจึงกล่าวลาอีกคนอย่างโดยดี

พวกรอนกับเฮอร์ไมโอนี่วิ่งเข้ามาหาผม เฮอร์ไมโอนี่วิ่งมาจับไหล่ทั้งสองข้างผมไว้ และกล่าวขอโทษที่ปล่อยผมไว้คนเดียว

            “โอ้ ขอบคุณพระเจ้า ที่เธอไม่โดนใครทำร้ายหรือลักพาตัว” ดูท่าเฮอร์ไมโอนี่เป็นห่วงผมมากเกินไป ที่นี่คงจะไม่มีใครมาทำร้ายผม หรือลักพาตัวผมไปหรอกนะ

            “แฮร์รี่ดูแลตัวเองได้น่า เธอนี่เว่อร์ชะมัด” รอนกรอกตาไปมา ก่อนจะหันมามองที่ผมและชะงักไปเล็กน้อย

            “เฮ้ พวกนาย เห็นมั้ย แฮร์รี่เขาเชียร์ข้างเดียวกับฉัน!” พูดจบรอนก็กอดคอผมทันที ผมยังคงทำอะไรไม่ถูกนัก  “อะไรนะ? ข้างเดียว? กับนาย?”  ผมทวนคำพูดของรอนอีกรอบ แต่ดูท่ารอนจะไม่สนใจผมเลย ตอนนี้เขายิ้มหน้าบานราวกับได้กินพายฟักทองยี่สิบชิ้นฟรีๆ

            “ก็นายพันผ้าพันคอสีแดง กับหมวกนี่ มันเป็นสัญลักษณ์ของทีมบัลแกเรียน่ะ”

เฮอร์ ไมโอนี่อธิบาย นั่นทำให้ผมหายข้องใจไปเป็นปลิดทิ้ง ผมหันไปทางเฟรดกับจอร์จ ไม่รู้ว่าพวกเขามาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ตอนนี้พวกเขายิ้มกริ่มแล้วมองมาทางผม

            “ดูท่าว่าแฮร์รี่คงจะโดนยัดเยียดให้ใส่มากกว่านะน้องรัก” จอร์จพูดแล้วตบไหล่รอน “ก่อนที่พวกเราจะเจอแฮร์รี่” คราวนี้เฟรดพูด  “เขาอยู่กับเซดดริกสองต่อสอง” ฝาแฝดทั้งสองพูดพร้อมกัน

            “อะไร ? หมายความว่าไง?” ดูท่ารอนจะยังไม่ค่อยเข้าใจถึงคำพูดของฝาแฝดนี่นัก

            “ก็หมวกกับผ้าพันคอนี่ เซดดริกเป็นคนซื้อให้แฮร์รี่ไงล่ะ”

จินนี่ยิ้มหน้าบานก่อนจะตบไหล่ผม ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอจะดีใจไปทำไม

            “เฮ้ๆ เราแค่เจอกันโดยบังเอิญ แล้วเขาก็ซื้อของพวกนี้ให้ ในฐานะที่เราได้เจอกันต่างหากล่ะ”

สองฝาแฝดพยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่ดูเหมือนพวกเขาคงจะไม่ค่อยเชื่อนัก สังเกตจากรอยยิ้มนั่น

โอ เค เพื่อไม่ให้รอนโวยวายหรือเสียใจที่ไม่มีเพื่อนเชียร์ทีมเดียวกับเขา ผมจึงทำตัวไหลไปกับสายน้ำ ให้รอนเชื่อว่าผมเชียร์ทีมเดียวกับเขา 





----------------------------------

Recommend